หากคู่รักคู่ไหนกำลังจะมีข่าวดีที่กำลังจะมีพิธี แต่งงาน แบบคริสต์ในเร็วๆนี้ วันนี้เราได้นำรายละเอียดของการแต่งงานแบบคริสต์มากฝากทุกคนด้วยนะ รับรองว่าที่เดียวจบ

เพราะภายในประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรมในพิธีกรรมต่างๆจึงมีความหลากหลายออกไป และแน่นอนว่าพิธีการแต่งงานก็เช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็คือการแต่งงานแบบคริสต์ ที่เป็นที่นิยมมากในประเทศด้วยความสวยสุดคลาสสิค ความโรแมนติกที่ไม่เหมือนพิธีกรรมไหนๆ เลยทำให้เป็นที่นิยมของสาว

ลองจินตนาการนึกถึง “การแต่งงาน” ภาพคลาสสิคแสงแดดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างโบสถ์รวมถึงฉากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในโบสถ์สวย ๆที่กำลังกล่าวคำปฏิญาณต่อกัน ต่อหน้าบาทหลวงในโบสถ์ ท่ามกลางความสงบ อบอุ่น และศักดิ์สิทธิ์ คงเป็นภาพการแต่งงานในอุดมคติแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์จากพิธีกรรม จารีต และความเชื่อเกี่ยวกับการแต่งงานของศาสนาคริสต์ ทำให้พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความโรแมนติกในทุกรายละเอียด พนันได้เลยว่าสาว ๆต้องฟินสุด ๆแน่ ๆ

สำหรับศาสนาคริสต์ “การแต่งงาน” นับเป็นศีลสำคัญทางศาสนา เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต ด้วยความเชื่อว่าการที่ชายหญิงแต่งงานกันนั้น เป็นการรวมทั้งสองคนเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสร้างครอบครัว สร้างประชากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างดีงาม ซึ่งการแต่งงานนั้นจะมีได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตของคริสตชน หากแต่งงานแล้ว จะไม่สามารถหย่าร้างเพื่อไปแต่งงานใหม่อีกได้ ยกเว้นแต่ว่าคู่ของตนจะเสียชีวิตไปแล้ว

“พระ​ผู้​ทรง​สร้าง​มนุษย์​แต่​เดิม​นั้นทรง​สร้าง​ให้​เป็น​ชาย​และ​หญิง และ​ตรัส​ว่า

‘เพราะ​เหตุ‍นี้ ผู้‍ชาย​จะ​ละ​บิดา​มารดา​ไป​ผูก​พัน​อยู่​กับ​ภรรยา และ​เขา​ทั้ง‍สอง​จะ​เป็น​เนื้อ​เดียว‍กัน’

ด้วย‍เหตุ‍นี้​เขา​ทั้ง‍สอง​จึง​ไม่​เป็น​สอง​ต่อ‍ไป แต่​เป็น​เนื้อ​อัน​เดียว‍กัน

เพราะ‍ฉะนั้น​สิ่ง​ซึ่ง​พระ‍เจ้า​ทรง​ผูก‍พัน​กัน​แล้ว อย่า​ให้​มนุษย์​ทำ​ให้​พราก​จาก​กัน​เลย”

(มัทธิว19:4-6)

การทำพิธีแต่งงานแบบคริสต์นั้นมี 2 แบบด้วยกัน
การทำพิธีแต่งงานแบบคริสต์นั้นมี 2 แบบด้วยกัน

Table of Contents

การทำพิธีแต่งงานแบบคริสต์นั้น มี 2 แบบด้วยกัน คือ

1. ว่าที่บ่าวสาวเป็นคริสตชนทั้งสองฝ่าย จะเรียกว่า “ศีลสมรส”

เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์สำคัญตามหลักศาสนา ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะสามารถประกอบพิธีร่วมกันทุกขั้นตอนแบบคริสตชน

2. มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคริสตชน เรียกว่า “พิธีสมรส”

ไม่นับเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ และสำหรับฝ่ายที่นับถือศาสนาอื่นจะต้องงดบางขั้นตอนของพิธีแต่งงานซึ่งเป็นข้อความเชื่อเฉพาะทางศาสนา

ซึ่งการแต่งงานแบบคริสต์นั้นสงวนไว้เฉพาะว่าที่บ่าวสาวใน 2 กรณีข้างต้นเท่านั้น

ในประเทศไทยนั้นว่าที่บ่าวสาวชาวคริสต์สามารถแต่งงานได้เฉพาะในโบสถ์เท่านั้นและไม่สามารถประกอบพิธีแต่งงานนอกสถานที่ได้ ซึ่งสำหรับคริสตชนคาทอลิกแล้วสามารถทำพิธีแต่งงานที่โบสถ์คาทอลิกที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโบสถ์ที่ว่าที่เจ้าบ่าว/เจ้าสาวทำพิธีรับศีลล้างบาป แต่ส่วนมากแล้วจะทำพิธีที่โบสถ์ที่เจ้าบ่าว/เจ้าสาวได้มาเข้าร่วมปฏิบัติศาสนกิจและคลุกคลีอยู่เป็นประจำ

ลำดับขั้นตอนทั้งหมดก่อนจะไปถึงพิธีแต่งงาน
ลำดับขั้นตอนทั้งหมดก่อนจะไปถึงพิธีแต่งงาน

ลำดับขั้นตอนทั้งหมดก่อนจะไปถึงพิธีแต่งงาน

1. ติดต่อ และจองเวลากับทางโบสถ์ด้วยตัวเอง

ทางว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องเข้าไปติดต่อกับสำนักงานของทางโบสถ์ที่ประสงค์จะทำพิธีแต่งงานเพื่อจองเวลาทำพิธีแต่งงานด้วยตนเอง โดยจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดเงื่อนไขเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดพิธีแต่งงานในโบสถ์กับทางบาทหลวงโดยตรงด้วย หากไม่มีข้อสะดุดหรือข้อขัดข้องใด ๆ ในการแต่งงาน ทางโบสถ์จึงจะรับการลงจองเวลาแต่งงานค่ะ

2. เข้ารับการอบรมชีวิตสมรสที่โบสถ์

การ “อบรมชีวิตสมรส” หรือ “อบรมคู่แต่งงาน” คือการอบรมเกี่ยวกับการแต่งงานและหลักความเชื่อ ข้อคิด คำสอนของศาสนาคริสต์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตแต่งงานทั้งก่อนและหลังการแต่งงาน รวมถึงบทบาทความเป็นสามีภรรยา ความเป็นพ่อแม่ และการดูแลบุตร ซึ่งในเขตกรุงเทพฯ ทางว่าที่บ่าวสาวสามารถเลือกเข้าอบรมได้ 2 ที่ คือ อาสนวิหารอัสสัมชัญบางรัก หรือโบสถ์พระมหาไถ่ ที่ซอยร่วมฤดีก็ได้แล้วแต่สะดวก ตามกำหนดการดังนี้

2.1 โบสถ์อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก (ที่สำนักมิสซังคาทอลิกกรุงเทพฯ ตึกด้านซ้ายมือของโบสถ์)

ทุกวันอาทิตย์ที่ 3 และ 4 ของทุกเดือน เวลา 8.20 น. ถึง 12.00 น.

2.2 โบสถ์พระมหาไถ่

ทุกวันอาทิตย์ที่ 1 และ 2 ของทุกเดือน เวลา 8:20 น. ถึง 12:00 น.

โดยทางคู่บ่าวสาวต้องเข้าอบรมต่อเนื่องกันทั้ง 2 ครั้ง

3. พิจารณาเอกสารหลักฐาน และสัมภาษณ์กับบาทหลวงเจ้าอาวาสโบสถ์

การพิจารณาเอกสารเหล่านี้ เป็นการยืนยันความเป็นคริสตชนที่ผ่านการรับศีลล้างบาป(Baptism) เป็นคริสตชนคาทอลิก และรับศีลกำลัง ผ่านพิธีกรรมซึ่งเป็นข้อความเชื่อสำคัญของศาสนาเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเป็นการพิจารณาข้อมูลประวัติบุคคลเบื้องต้น รวมไปถึงประวัติเกี่ยวกับการแต่งงานของทั้งว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวว่ามีข้อขัดข้องต่อการแต่งงานครั้งนี้หรือไม่

ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องใช้พิจารณาและเป็นหลักฐานดังนี้

สำหรับผู้ที่เป็นคริสตชน

1. ใบศีลล้างบาป ที่ออกให้มาไม่เกิน 6 เดือน (ขอได้จากโบสถ์ที่ตนเองได้รับศีลล้างบาป ระบุเพื่อการแต่งงาน)

2. สำเนาการเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล (ถ้ามีการเปลี่ยน)

3. สำเนาบัตรประชาชน

4. สำเนาทะเบียนบ้าน

5. สำเนามรณบัตรของคู่ครองเดิม (ถ้าเคยแต่งงานมาก่อน)

6. สำเนาประกาศนียบัตรอบรมชีวิตคู่สมรส

7. รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป

สำหรับคู่แต่งงานที่มิใช่คริสตชน

1. ใบรับรองสถานะของของฝ่ายที่มิใช่คาทอลิก (ขอแบบฟอร์มได้ที่สำนักงานโบสถ์)

2. สำเนาการเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล (ถ้ามีการเปลี่ยน)

3. สำเนาบัตรประชาชน

4. สำเนาทะเบียนบ้าน

5. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับรอง

6. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับรอง

7. สำเนามรณบัตรของคู่ครองเดิม (หากเคยแต่งงานมาก่อน)

8. สำเนาประกาศนียบัตรอบรมชีวิตคู่สมรส

9. รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป

นอกจากการพิจารณาจากเอกสารแล้วยังต้องมีการสัมภาษณ์สอบสวนกับบาทหลวงเจ้าอาวาสก่อนการแต่งงาน ซึ่งขั้นตอนนี้ควรเป็นเวลาล่วงหน้ากำหนดการแต่งงานอย่างน้อย 1 เดือน

4. ประกาศข่าวแต่งงานภายในโบสถ์

ทางโบสถ์จะมีการประกาศข่าวการแต่งงานของทางว่าที่บ่าวสาวออกไปทั้งโดยการประกาศข่าวดีในช่วงท้ายของพิธีมิสซาและจัดพิมพ์ลงในคอลัมน์ประกาศแต่งงานบนสารโบสถ์ในแต่ละสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ข่าวดีของพิธีแต่งงานของบ่าวสาวออกไปให้สังคมคริสตชนรับรู้ และเพื่อว่าหากมีบุคคลใดมีข้อขัดแย้งเพิ่มเติมจะได้สามารถแจ้งให้บาทหลวงรับทราบ

5. ซ้อมพิธีแต่งงาน

การซ้อมพิธีแต่งงานนั้นจะมีขึ้นก่อนวันจริงประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เป็นการเตรียมพร้อม ทำความเข้าใจลำดับงานในพิธี และรันคิวกันแบบเหมือนพิธีจริงตั้งแต่ต้นจนจบ โดยจะมีตั้งแต่บาทหลวงผู้ทำพิธี คู่บ่าวสาว เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว เด็กถือแหวน ไปจนถึงเด็กโปรยกลีบดอกไม้

ลำดับพิธีแต่งงาน

เมื่อผ่านขั้นตอนการพิจารณาและตระเตรียมทุกอย่างมาร่วมหลายเดือนจนได้มาถึงวันแต่งงานจริงแล้ว คงมีทั้งความโล่งใจและอิ่มเอมใจกับพิธีแต่งงานที่มาถึงค่ะ พิธีแต่งงานแบบคริสต์เรียกได้ว่าเป็นพิธีที่เป็นกิจกรรมแห่งความรักในหมู่ครอบครัวและมิตรสหายอย่างแท้จริงค่ะ เพราะบรรดาครอบครัวและเพื่อนฝูง นอกจากจะได้รับเกียรติมาเป็นพยานแห่งรักและชีวิตใหม่ของทั้งบ่าวสาวแล้ว ยังมีส่วนในพิธี ส่งบ่าวสาวสู่ชีวิตใหม่จนถึงหน้าพิธี และอยู่เคียงข้าง คอยหนุนหลัง แสดงความยินดี อิ่มเอมร่วมไปกับบ่าวสาว

ว่าที่บ่าวสาวแค่เตรียมซ้อมพิธีอย่างดี เตรียมใจให้สงบ เตรียมชุดแต่งงานที่เหมาะสม ให้ทุกขั้นตอนในพิธีเป็นไปตามคิวที่ซ้อมไว้ ช่วงแรกก่อนการแต่งงานและการตระเตรียมลำดับในพิธีอาจดูยุ่งยากและรายละเอียดเยอะ แต่เมื่อมาถึงในพิธีแล้ว ทุกอย่างจะเรียบง่ายและเป็นไปตามพิธีการอย่างสงบ ไม่วุ่นวายอย่างที่คิด

พิธีแต่งงานแบบคริสต์ มีรายละเอียดพิธีการคล้ายการประกอบพิธีมิสซา (พิธีขอบคุณพระเจ้า) ของคริสตชน มีการลำดับพิธีเป็นที่คุ้นเคยของเจ้าบ่าว/เจ้าสาวที่เป็นคริสตชนอยู่แล้ว แค่มีรายละเอียดเรื่องการเดินขบวน ลำดับการนั่ง และช่วงกล่าวคำปฏิญาณระหว่างคู่สมรสเพิ่มเข้ามาเท่านั้นเอง

เริ่มที่ขบวนการเดินเข้าโบสถ์ในช่วงเริ่มพิธี

ขบวนเดินเข้า โบสถ์ นั้นจะนำหน้ามาด้วยขบวนเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าว ซึ่งคู่แรกจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว/เพื่อนเจ้าสาวที่สนิทที่สุด ควรเลือกเพื่อน พี่น้อง หรือญาติสนิทที่มีความสนิทสนมไว้วางใจกันที่สุดจริง ๆ จากนั้นตามมาด้วยเด็กโปรยดอกไม้ ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 3 – 8 ปี และเด็กถือแหวนซึ่งเป็นเด็กผู้ชายที่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับบ่าวสาว อายุไม่เกิน 13 ปี สำหรับถือพานใส่แหวนแต่งงานของบ่าวสาว ตามด้วยบรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาว

เมื่อเดินขบวนมาถึงหน้าพระแท่นพิธี เพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าว และเด็ก ๆ จะยืนอยู่ตามตำแหน่งของตัวเอง ว่าที่เจ้าบ่าวจะยืนรอเจ้าสาวอยู่หน้าพระแท่นพิธีค่ะ ส่วนเจ้าสาวจะเดินควงแขนมากับคุณพ่อเจ้าสาว หรือหากคุณพ่อเสียชีวิตแล้ว ก็อาจเชิญญาติผู้ใหญ่ที่นับถือและสนิทสนมมาแทนก็ได้

เมื่อเจ้าสาวมาถึง เจ้าบ่าวจะกล่าวขอบคุณคุณพ่อเจ้าสาว และรับเจ้าสาวมาด้วยมือซ้าย หลังจากนั้นทุกคนในพิธีจะยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติพิธีที่จะเริ่มขึ้นค่ะ

พิธีแต่งงานจะคล้ายพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพระเจ้าตามปกติค่ะ แต่บาทหลวงผู้ทำพิธีจะมีการกล่าวเริ่มพิธีด้วยบทพูดที่เป็นการต้อนรับคู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงานค่ะ

เริ่มพิธี

เป็นการสวดภาวนา และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งบาทหลวงจะกล่าวนำ ส่วนว่าที่เจ้าบ่าว/เจ้าสาว หรือญาติ ๆ ที่ไม่ได้เป็นคริสตชนสามารถกล่าวรับคำ และร้องเพลงตามได้ตามเอกสารประกอบพิธีการที่จะมีการแจกก่อนเริ่มงาน ซึ่งมีทั้งบทภาวนา บทกล่าว และบทเพลงไว้ให้เรียบร้อย รวมทั้งคิวการ ยืน นั่ง คุกเข่า รับรองว่าไม่ต้องกลัวงงกันเลยค่ะ

ภาควจนพิธีกรรม (การกล่าวบทอ่านจากพระคัมภีร์) – เป็นการหยิบบทความคำสอนจากในพระคัมภีร์ไบเบิลที่เกี่ยวข้องกับความรักและการแต่งงานขึ้นมาอ่านค่ะ

บทพระวรสาร – บาทหลวงจะหยิบยกบทอ่านจากในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการแต่งงานขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้บาทหลวงจะกล่าวเทศน์เป็นพิเศษเกี่ยวกับการแต่งงานค่ะ

พิธีศีลสมรส (พิธีสมรส)

ในช่วงนี้ทุกคนรวมทั้งบ่าวสาวจะลุกขึ้นยืน และบาทหลวงจะทำการกล่าวนำเพื่อให้บ่าวสาวรับคำปฏิญาณการแต่งงาน โดยฝ่ายบ่าวสาวจะแค่กล่าวว่า “รับค่ะ” / รับครับ” เท่านั้น แต่ในสมัยนี้ส่วนมากจะนิยมให้บาทหลวงแค่กล่าวนำ แล้วให้คู่บ่าวสาวเป็นผู้กล่าวคำปฏิญาณเองทั้งหมด โดยที่ทั้งคู่จับมือกันไว้ และกล่าวว่า

“…ข้าพเจ้า..(ออกชื่อตัวเอง)..ขอรับคุณ..(ออกชื่อเจ้าสาว)..เป็น ภรรยา

และขอสัญญาว่า จะถือซื่อสัตย์ตอคุณทั้งในยามสุข และยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย

เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ” เป็นต้น

การเสกแหวนและสวมแหวน

บาทหลวงจะทำการเสกแหวน(กล่าวอวยพร) และให้บ่าวสาวแลกแหวนสวมให้แก่กัน

ภาวนาเพื่อมวลชนพิธีสมรส – จากนั้นทุกคนจะภาวนาร่วมกัน เป็นการภาวนาเพื่อคู่บ่าวสาว และเพื่อครอบครัวอื่น ๆ ทั่วโลก

ภาคบูชาขอบพระคุณ และรับศีลมหาสนิท

ช่วงนี้จะเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์สำหรับคริสตชนโดยเฉพาะ และมีการรับศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นแผ่นปัง และเหล้าองุ่นสำหรับฝ่ายเจ้าบ่าว/เจ้าสาว ที่เป็นคริสตชน รวมทั้งบรรดาญาติมิตรที่นับถือศาสนาคริสต์(คาทอลิก) จะเดินออกมาเพื่อรับกันค่ะ ส่วนฝ่ายที่ต่างศาสนาและบรรดาญาติ ๆ เพียงนั่งสำรวมและภาวนาส่วนตัวได้โดยไม่ต้องออกมารับ

ปิดพิธี

บาทหลวงจะกล่าวอวยพร และกล่าวปิดพิธี

คู่บ่าวสาวและพยานจะทำการลงนามในทะเบียนสมรสของโบสถ์

จากนั้นจะมีการเดินขบวนออกจากโบสถ์ ลำดับตามนี้

และสุดท้ายคืออีกฉากในตำนานที่เหล่าสาว ๆ รอคอย นั่นคือประเพณีการโยนช่อดอกไม้ค่ะ เจ้าสาวจะยืนหันหลังให้บรรดาเพื่อนเจ้าสาว และโดยนช่อดอกไม้ไปข้างหลัง อันมีความเชื่อว่า เพื่อนเจ้าสาวคนใดที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้เป็นว่าที่เจ้าสาวคนต่อไป

ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำพิธีแต่งงานในโบสถ์นั้น ตามธรรมเนียมส่วนใหญ่ จะมีค่าใช้จ่าย ยกตัวอย่างดังนี้ คือ

  1. ค่าบริการจัดพิธี/ค่าบำรุงสถานที่
  2. ค่าตอบแทนผู้ช่วยพิธี
  3. ค่าตอบแทนคณะนักขับร้อง
  4. ค่าจัดดอกไม้  (ที่หน้าพระแท่นพิธี, ภายในโบสถ์, หน้าซุ้มประตูโบสถ์ แล้วแต่ความต้องการของทางคู่บ่าวสาว)  ***ไม่รวมช่อดอกไม้สำหรับเจ้าสาวเดินถือเข้าโบสถ์
  5. ค่าไฟ-แอร์(บางโบสถ์ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ อาจมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดหลั่นกันลงไป)
  6. ทำบุญมิสซา (แล้วแต่ความเห็นเหมาะสมของทางคู่บ่าวสาว)

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายการจัดพิธีแต่งงานที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก

ค่าบริการจัดพิธี/ค่าบำรุงสถานที่500  บาท
ค่าตอบแทนผู้ช่วยพิธี 500  บาท
ค่าตอบแทนนักขับร้อง1,500  บาท
ค่าดอกไม้10,000  บาท
ค่าไฟ-แอร์10,000  บาท

Do & Don’t

DO

1. มาถึงโบสถ์ เพื่อประกอบพิธีอย่างตรงเวลา

2. มีบุคคลหนึ่งคอยประสานงานการจัดการพิธีกรรมในโบสถ์ตลอดพิธี

3. แต่งกายสุภาพ มิดชิด

4. สำรวมกิริยา วาจาตลอดพิธีการในโบสถ์

5. รักษาความสะอาด และให้เกียรติสถานที่

DON’T

1. ไม่ควรมีช่างภาพในระหว่างพิธีในโบสถ์เกิน 2 คน

2. ไม่มีการจัดเลี้ยงสังสรรค์ภายในเขตโบสถ์

3. ไม่ใช้เพลงอื่นใดที่นอกเหนือจากเพลงในพิธีทางศาสนาที่ได้รับการรับรองจากโบสถ์เท่านั้น

4. ไม่เข้าไปในเขตที่สงวนไว้เฉพาะบาทหลวง และเขตหวงห้ามภายในโบสถ์

5. ไม่ร่วมพิธีกรรมที่สงวนไว้สำหรับคริสตชน

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานในพิธีกรรมแบบใดก็ตามล้วนมีความขลังในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้น และควรปฎิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละพิธีกรรมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าโบสถ์มีกฎระเบียบและข้อปฏิบัติของโบสถ์มากมาย ว่าที่บ่าวสาวที่ต้องการเข้าภายในโบสถ์ควรศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะโบสถ์ถือเป็นศาสนสถานที่เราทุกคนควรให้เกียรติ์กับสถานที่ด้วยนั้นเอง